มีอะไรใหม่มาให้ดู
ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ

ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ

ในโลกใบนี้

ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ เป็นคำพูดที่ฟังแล้ว
ยังไม่ซาบซึ้งมากพอ หากว่าคุณได้รับฟังก่อน ได้รับรู้เรื่องราวนี้ แต่เมื่อคุณอ่านเรื่องนี้จบ
ผมเชื่อได้เลยว่า คุณจะซาบซึ้งจนน้ำตาไหลแน่นอนครับ อย่าช้ารีบอ่านเลย

ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ

1

ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี
.
วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆของฉันมีกัน
จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง!
พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
‘ใครขโมยเงินไป’ พ่อตวาด
.
ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
‘ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ’
พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
.
ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้….
แล้วพูดว่า ‘ผมขโมยเองครับ’
ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำ
ลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
.
พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด
จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
พ่อนั่งลงบนเก้าอี้และด่าว่าน้องชายของฉัน
‘ ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก
แกน่าจะโดนตีให้ตาย หัวขโมย’
.
คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
.
กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า
‘ พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว’
แต่ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ
.
หลายปีผ่านไป

22
.
แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี…
.
เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน
ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย
ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
.
คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า..
‘ ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ’
.
แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า..
‘แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน’
.
ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า..
‘ ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว’
.
พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
‘ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้
ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้’
คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่าง
ทั่วทั้งหมู่บ้าน….เพื่อขอยืมเงิน
.
ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ
ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
‘ ต้องให้น้องได้เรียนต่อ
ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้’
.
แต่ในขณะเดียวกัน
ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
.
ใครจะรู้ได้ …….
วันต่อมาในตอนเช้ามืด
น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไป
พร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
.
ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน
ขณะฉันกำลังหลับ
.
‘ พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ….
ผมจะไปหางานทำ…แล้วจะส่งเงินมาให้พี่’
.
ฉันนั่งอยู่บนเตียง
อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า …..
ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
.
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี …..
ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับ
เป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น
กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ …….
ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
.
วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า
‘มีชาวบ้านมาหาเธอ…อยู่ข้างนอกแน่ะ’
.
ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
.
ฉันถามเขาว่า
‘ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ’
.
น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า
‘ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้…
ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่…
เพื่อนๆก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี’
.
ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
.
‘ พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง
เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม’
จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ .. เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า…
.
‘ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง’
ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี…
.
วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
ฉันสังเกตเห็นว่า..
หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้
เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
.
หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า…
‘แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ’
.
แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า…
‘ แม่ไม่ได้จ้างหรอก…น้องชายลูกต่างหาก
วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ’
.
ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
.
ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด ‘เจ็บมากไหม’ ฉันถาม
.
‘ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ
วันๆมีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ
และ…’
น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด
เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
‘เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ’

แสน3เดือน
.
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี…
.
หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
.
หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉัน
ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน…
แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ
ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง
แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี
จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
.
น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วย
กับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป …
.
เขาบอกกับฉันว่า
.
‘พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ
ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง’
.
สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของ ครอบครัว
เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉัน
เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท…
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้
.
เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
.
วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล
และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด
เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล
ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา
.
… ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า
‘ ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!
ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้
ดูตัวเองซิ…เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง’
.
คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด
ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
.
‘พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ
คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด’
.
น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย …..
ฉันบอกกับน้องว่า…
‘แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่…’
‘ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ’
น้องชายของฉันจับมือฉันไว้
.
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี…
.
เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน
.
ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า..
‘ ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้’
น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล ‘พี่สาวของผมครับ’ !!
.
แล้วเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้…
‘ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม.
เพื่อเดินไปเรียน…และเดินกลับบ้าน
.
วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
.
เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ …….
.
นับจากวันนั้นผมสาบานกับตัวเอง
ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี
และจะทำดีกับเธอ’
.
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว…
.
สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก …….
.
‘ ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ’
.
ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้
น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง…
.
จงรักและห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆวันในชีวิตของคุณและเขา
คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ
แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง
.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ..
พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม
.
จบบริบูรณ์….
.
ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนได
และในเครือกว่า 20 บริษัท
.
น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า ‘ซัมซุง’
.
และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดยดาราเล็กๆ
คนหนึ่ง คือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุค
.
บู มิง ฮอง
เล่าเรื่อง
.
Cr. Forward Line
.
หวังว่าจะได้รับความรู้ และอุธาหรณ์ดี ๆ ที่จะนำไปใช้ในชีวิตนะครับ
ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือ……..ใคร?
.
.. ความสุข ความสำเร็จ และความร่ำรวย จงเป็นของเพื่อน ๆ ครับ
… ปล. อ่านแล้ว มีความคิดเห็น เป็นอย่างไร กด Like กด Share
หรือคอมเม้นท์ ได้เลยนะครับ ขอบคุณ สำหรับคำติชมครับ
.
ปรีชาพัฒน์ สะตะ
โค้ช สอนการทำการตลาด ออนไลน์
ที่ปรึกษา การทำธุรกิจเครือข่าย ออนไลน์
ผู้นำทีม elite-ssc ทีมออนไลน์ อันดับ 1 ของ J & C
ผู้ดูแล ผลประโยชน์ ของหุ้นส่วน ธุรกิจ J & C
.
ติดตาม ข่าวสาร หรือ พูดคุยได้ที่
Tel. 090-5498001
LINE ID : minmanu
.
เข้าร่วม เป็นหุ้นส่วน ธุรกิจที่ดีที่สุด ของไทย
โดยผม จะเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ ทุกขั้นตอน อย่างใกล้ชิด
http://bit.ly/ปรีชาพัฒน์

หาเงินแสนใน 3 เดือน คลิก

About ปรีชาพัฒน์ สะตะ

...ผม มิน ปรีชาพัฒน์ ครับ ปัจจุบันยังทำงานประจำ แต่วางแผนไว้ว่าจะเกษียณอายุตอน 40 ปี ตอนนี้ 32 เพราะเบื่อกับงานประจำ ที่ทำแล้วให้คนอื่นรวยเรากลับได้แค่เงินเดือนไม่กี่หมื่น จะทำได้อย่างไรหากทำงานประจำอยู่ล่ะ เพราะมันไม่สามารถทำให้เรารวยได้ หรือเกษียณได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจ หา งานพิเศษ งานออนไลน์ รายได้เสริม บนโลกออนไลน์ เพราะคิดว่าทำได้ง่าย ทำธุรกิจเครือข่ายหลายตัวครับ โดนหลอกให้สมัครแล้วปิดเว็ปหนีก็มี สมัครแล้วอัพไลน์ทิ้งก็โดน บางที่ต้องมานั่งรักษายอด ในขณะที่ผมยังไม่สามารถแนะนำใครได้เดือนละหลายพัน จุกครับ ระบบดีจริงอัพไลน์ดีจริง แต่รักษายอดหนัก ๆ ก็ไม่ไหว จนในที่สุดได้มาเจอ Join & Coin ธุรกิจที่ใช่ในเวลาที่ถูก โดยเฉพาะการได้มาเข้าร่วมงานกับทีม Elite-SSC ที่อบอุ่น ที่สามารถตอบโจทย์งานออนไลน์ได้ทุกอย่าง ทีมงานเราสอนงานจากคนไม่เป็นจนเก่งได้ คุณต้องเข้ามาสัมผัสด้วยตัวคุณเอง จะรู้ว่า"เราสร้างผู้สำเร็จจริง ๆ ครับ"